วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

รถ BMW 6-Series ปี 2012 โชว์ต้นแบบตัวจริงที่ปารีส


รถ BMW 6-Series ปี 2012 โชว์ต้นแบบตัวจริงที่ปารีส

BMW โชว์รถต้นแบบ BMW 6-Series ตัวใหม่สำหรับรุ่นปี 2012 ในงานปารีสมอเตอร์โชว์ 2010
ต้นแบบ BMW 6-Series ตัวใหม่นี้ ดึงการออกแบบมาจากรถ BMW Concept Gran Coupe ที่แสดงในงานปักกิ่งมอเตอร์โชว์ในเดือนเมษายน 2553
ลักษณะภายนอกรถคงรูปแบบจากรถทรงคูเป้ซึ่งมีกระโปรงหน้ายาวและ มีระยะล้อหน้ากับหน้ารถที่สั้น
หน้ารถรูปทรงใหม่ และใช้ไฟหน้า LED ล้วนเป็นครั้งแรก ซึ่งให้ไฟขาวและประหยัดพลังงาน
ท้ายรถได้ท่อไอเสียคู่ ทรงสี่เหลี่ยมคางหมู, แถบไฟ LED บนกันชนท้าย, และใช้ล้ออลูมิเนียมขนาด 20 นิ้ว
หลังคารถมีกระจกซันรูฟ, ห้องโดยสารสองตอน ตอนละสองที่นั่ง โดยเบาะหลังเป็นเบาะแยกเดี่ยวสองเบาะ, มีจอ iDrive ขนาด 10.2 นิ้ว และชุดลำโพง Bang & Olufsen 16 ตัว
รถคันนี้เป็นรถต้นแบบของ BMW 6-Series ที่จะเริ่มผลิตวางตลาดในช่วงต้นปี 2554 (2011) ดดยในเดือน มีนาคม 2554 จะมีเวอร์ชั่นเปิดประทุน ออกมาก่อน ตามด้วย BMW 6-Series รุ่นหลังคาแข็งในเดือนกันยายน 2554
ทั้งนี้ รถ BMW 6-Series เวอร์ชั่นวางตลาดอาจจะได้รับการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยจากรถต้นแบบที่นำมาแสดงในงานปารีสมอเตอร์โชว์ดังที่เห็นในภาพนี้

FORD ALL-NEW RANGER

เครื่องยนต์

  • เครื่องยนต์ดีเซล ดูราทอร์ค 3.2 ลิตร เทอร์โบแปรผัน (VGT) อินเตอร์คูลเลอร์
    กำลังสูงสุด 200 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 470 นิวตัน-เมตร
    เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด



คุณลักษณะอันโดดเด่น

  • ระบบกันสะเทือนหน้า อิสระปีกนกคู่พร้อมคอยล์สปริง / หลัง แหนบซ้อน
  • ระบบบังคับเลี้ยวแบบ แรค แอนด์ พิเนียน พร้อมพาวเวอร์ช่วยผ่อนแรง
  • เฟืองท้ายแบบลิมิเต็ดสลิป
  • ล้ออัลลอย 18" พร้อมยางขนาด 265/60R18
  • ไฟตัดหมอกหน้า
  • บันไดข้าง
  • ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
  • ไฟส่องสว่างข้างตัวรถ
  • สปอร์ตบาร์ และราวหลังคา
  • ราวเสริมขอบกระบะท้าย
  • พื้นปูกระบะท้าย
  • ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ
  • เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง
  • ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแยกอิสระซ้าย-ขวา
  • วิทยุพร้อมเครื่องเล่น CD/MP3 แบบแผ่นเดียว พร้อมช่องต่อ AUX
  • ช่องต่อ USB
  • ลำโพง 6 ตัว
  • สวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
  • ระบบเชื่อมต่อบลูทูธ และ ระบบสั่งงานด้วยเสียง
  • จอแสดงผลข้อมูลอเนกประสงค์แบบจอใหญ่
  • กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงอัตโนมัติ
  • ระบบป้องกันล้อล็อก และระบบกระจายแรงเบรก
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว และ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี
  • สัญญาณเตือนระยะถอยหลัง
  • กล้องมองหลังพร้อมจอแสดงภาพบนกระจกมองหลัง
  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
  • ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย
  • ระบบสัญญาณเตือนกันขโมย



วิธีเลือกซื้อรถ "ใหม่ป้ายแดง"

ขั้นตอนการซื้อรถยนต์ใหม่ป้ายแดง
 
รถยนต์เป็นสิ่งที่เกือบทุกคนอยากจะมีไว้ใช้ แต่ทว่าราคาของมันไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถซื้อได้ บางคนเก็บเงินหลายปีกว่าจะซื้อได้ ดังนั้น เราควรจะต้องมีความรู้เรื่องนี้พอสมควร ไม่ควรรีบร้อน ผมเป็นคนหนึ่งที่ซื้อรถยนต์ป้ายแดงครั้งแรก มันก็ไม่ราบรื่นอย่างที่คิดไว้ เจอหลายๆอย่างจึงอยากแบ่งปันประสบการณ์ เพื่อให้ทุกคนได้รถอย่างที่ตัวเองหวังไว้ เริ่มต้นเลยนะครับ
1.     การเลือกรถที่คุณต้องการ ควรศึกษาข้อมูลเบื้องต้นหรือถามผู้รู้และความต้องการของเรา ว่าเราขอบอะไร เพื่ออะไร   
  • ยี่ห้อรถยนต์ เข้าเวบของยี่ห้อนั้นดูข้อมูล เรื่องการให้บริการ ศูนย์บริการ ข่าวไม่ดีต่างๆ
  • รุ่นรถ รุ่นที่เราชอบ option ต่างๆ ของแต่ละรุ่น ความจำเป็นในการใช้งาน
  • สีรถ สีที่ชอบและดวงตามความเชื่อ เดี๋ยวจะต้องมาเสียเวลาติดสติกเกอร์รถสีต่างๆเพิ่มอีก
  • ราคา เราควรประเมินตัวเราเองว่า เราสามารถจ่ายได้ขนาดไหน เมื่อซื้อรถจะมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายหรือเปล่า อย่าฟังคนอื่นมาก ฟังหูไว้หู เพราะยังไงเวลาเรามีปัญาเรื่องการเงินคงไม่มีใครมาช่วยจ่าย
2.     การเลือกศูนย์บริการที่คุณต้องการเข้าไปซื้อรถ ควรเลือกศูนย์ที่ไว้ใจได้นะครับ เพราะเราต้องอยู่กับศูนย์นั้นหลายปีทีเดียว ขอย้ำว่าหลายปี หากเลือกผิดเราจะช้ำใจไปเลยครับ และจะทำอะไรเกี่ยวกับรถก็ลำบากไปหมด เราจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นศูนย์ที่เราต้องการ ลองพิจารณาตามนี้ดูนะครับ 
  • เป็นตัวแทนจากยี่ห้อรถยนต์ที่เราต้องการจะซื้อ
  • ประวัติของศูนย์ครับ ต้องถามข้อมูลจากคนรอบข้างที่เคยไปใช้บริการ หรือข่าวลือต่างๆ ครับ บางศูนย์เห็นเราเข้าไปเหมือนพระเจ้า บางศูนย์เห็นเราเข้าไปเหมือนขอทาน บางศูนย์เจ้าของเป็นผู้มีอิทธิพล (เวลาเรามีปัญหาหลังจากซื้อรถไป เซลแมนจะเอามาขู่เราด้วย) เลือกศูนย์ที่มีประวัติดีนะครับ มีคนชมมากกว่าคนด่า ต่อให้ตั้งศูนย์ใหม่แต่เจ้าของคนเดิม ทีมงานเดิม การบริการก็ยังห่วยเหมือนเดิมครับ
  • ศูนย์บริการใกล้บ้านครับ สะดวกต่อการติดต่อ ประหยัดน้ำมัน
3.     การเลือกเซลแมน ขั้นตอนนี้สำคัญมากกว่าการเลือกศูนย์บริการนะครับ เพราะหากเจอเซลที่ดี เซลจะเป็นเหมือนที่ปรึกษาเรื่องรถที่ดีสำหรับคุณที่เดียวและคุณจะได้รถตามที่คุณหวัง แต่หากเจอเซลแย่คุณจะโดนโกงสารพัดวิธีที่เดียว เซลแมนคือที่คอยให้คำแนะนำเรื่องรถ ทำสัญญา เตรียมรถให้เรา แต่ที่สำคัญที่สุด เค้าจะต้องขายรถให้เราเพื่อทำกำไรให้ทางบริษัท และค่าคอมมิสชัน กำไรจากส่วนอื่นๆ ที่เราพลาดเผลอไปยอมรับโดยไม่ระวังซึ่งสำคัญกว่าบริการเราซะอีก แล้วเราจะเลือกยังไง 
  • ถ้าเซลเป็นญาติพี่น้องที่ดีต่อเรา จะดีมากเค้าคงเลือกสิ่งดีๆให้พี่น้องกันโดยไม่หวังผลกำไรมากอยู่แล้ว
  • เพื่อนพี่น้อง แนะนำเซลให้ แสดงว่าคนคนนั้นเคยใช้บริการมาแล้ว เซลคงรักษามาตรฐานการให้บริการที่ดีทุกคน
  • ใช้น้ำเสียงการให้บริการฟังแล้วรู้สึกสบายใจ แต่หากฟังแล้วขัดหูหรือไม่สบายใจเปลี่ยนคนเถอะ
  • ขั้นตอนการอธิบายรถ อธิบายแล้วเราเข้าใจ ถามอะไรสามารถตอบได้
  • อย่าเลือกเพียงเพราะหน้าตา หรือเพราะพูดเพราะ ให้จำสุภาษิตนี้ไว้เลยครับ หน้าเนื้อใจเสือปากหวานก้นเปรี้ยว การเลือกเซลแมน
4.     เรื่องของแถม ดูสิว่าเซลให้ของแถมไรเราบ้าง เช่น 
  • น้ำมันเต็มถัง
  • ส่วนลดเงินสด
  • เบาะหนัง
  • ฟิล์มรอบคัน ยี้ห้ออะไร ประกันกี่ปี ติดรุ่นไหนได้บ้าง ราคาที่ติดได้เท่าไร ติดที่ไหน
  • เคลือบสี+กันสนิม ทำฟรีทุกครั้ง หรือเสียตังค์แต่ละครั้งเท่าไร
  • ประกันภัยชั้น 1 ฟรีหรือเปล่า
  • Sensor ถอยหลัง 2 หรือ 4 จุด ไม่ได้ติดจากโรงงาน ต้องถามว่าซื้อของอะไร ติดตั้งที่ไหน รับประกันกี่ปี ซ่อมที่ไหน
  • อุปกรณ์แต่งรถ เช่น สปอร์ยเลอร์ กระจังหน้า คิ้วกันสาด สเกิร์ตรอบคัน คิ้วบันไดสแตนเลส ต้องถามว่าซื้อของอะไร ของศูนย์ ของร้าน หรือของแท้ ติดตั้งที่ไหน ส่วนใหญ่เค้าจะแถมของที่ซื้อจากร้าน
  • ของอื่นๆ เช่น ผ้าคลุมรถ หมอนผ้าห่ม พรมปูพื้น สายรองเบลท์ อุปกรณ์ฉุกเฉิน ผ้ายางปูพื้น ถาดหลังกันเปื้อน น้ำหอม ชุดทำความสะอาด ที่ล๊อคพวกมาลัย หมอนผ้าห่ม ม่านบังแดด ฯลฯ ผมได้ครบเกือบทุกอย่างตามที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น ทำไมเค้าถึงให้ผมเยอะขนาดนี้ มันมีเหตุครับ รับรองเซลเค้าได้มากกว่าที่เสียให้ผม
5.     ถามเรื่องประกันภัยชั้น 1 ที่เค้าให้เรานะครับ ไม่ว่าจะแถมให้ฟรี หรือเราเสียตังค์เอง มันมีส่วนสำคัญมากครับ และรถใหม่ทุกคันที่ผ่อนจะต้องทำครับ เราควรจะถามข้อมูลอะไรบ้างเกี่ยวกับประกันจากเซล หากเซลตอบไม่ได้ หรือเราไม่เข้าใจ ก็อย่าเพิ่งจองนะครับ ให้เราเข้าใจก่อนเกี่ยวกับประกันสำคัญมากครับ ให้เราเข้าใจก่อน สิ่งที่เราควรรู้นะครับ
  • เป็นของบริษัทอะไร น่าเชื่อถือหรือเปล่า ใกล้เจ้งไหม
  • บริษัทประกันนั้นมีข่าวไม่ดีจากลูกค้าหรือเปล่า เช่น บริการไม่ดี บริการช้า
  • ซ่อมศูนย์ หรือซ๋อมอู่ ถึงจะเป็นประกันชั้น 1 แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถซ่อมได้ทุกที่ เพราะราคาการซ่อมที่ประกันสามารถจ่ายได้บางศูนย์หรือบางอู่ก็รับไม่ได้ อย่างกรณีผม มีศูนย์ยี่ห้อ A 2 ที่แถวบ้าน แต่ที่หนึ่งรับเคลมไม่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่อีกที่เมื่อไปเคลมจะมีส่วนต่างที่เราต้องจ่ายเพิ่มเอง แต่ศูนย์ที่รับเคลมที่ไม่มีส่วนต่างรอคิวซ่อมนานเป็นเดือนๆ เราต้องรู้ก่อนเพื่อไม่เสียความรู้สึกภายหลัง
  • ข้อควรรู้สำหรับมือใหม่ หากรถเราเสียหายโดยไม่มีคู่กรณีเราต้องจ่ายประกันเริ่มต้น 1000 บาท แต่หากมีคู่กรณี คู่กรณีจ่ายครับซ่อมฟรี แต่เสียเวลา
6.     ถามเรื่องการทำสินเชื่อ หากเราไม่ได้ซื้อเงินสด ควรถามเรื่องนี้กับเซลด้วยนะครับ เพราะเราต้องทำ สัญญาเช่าซื้อกับธนาคารนั้น สิ่งที่เราควรรู้คือ 
  • บริษัทหรือธนาคารอะไร
  • ดอกเบี้ยเท่าไร
  • จำเป็นต้องมีประกันวงเงินสินเชื่อหรือเปล่า
  • ตอนนี้ก็ลองให้เซลคิดเรื่องเงินเรื่องทองให้ดูเลยนะครับ ว่ามีค่าใช้จ่ายวันรับรถอะไรบ้าง โดยของผมทั้งหมดมันจะมีตามข้างล่าง เงินที่เราจะทำสัญญาเช่าซื้อคือ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด-เงินจอง-เงินดาวว์ ครับ  
  • ค่ารถยนต์รุ่นที่เราจอง
  • ค่าจดทะเบียน
  • ค่ามัดจำป้ายแดง
  • ค่าประกันภัยชั้น 1
  • พ.ร.บ.
  • ค่าตกแต่ง
  • ค่าประกันภัยวงเงินสินเชื่อ
7.     การจองรถยนต์ ขั้นตอนนี้เราเริ่มที่จะเสียเงินแล้วนะครับ หากเราพอใจกับตัวรถยนต์รุ่นที่เราต้องการ ของแถมที่เซลจะจัดให้ นิสัยและคำอธิบายของเซล เรื่องประกันชั้น 1 เราก็จองรถเลยครับ แต่หากเรายังรู้สึกลังแลก็อย่าเพิ่งจองนะครับ มันไม่ทำให้เซลเสียเวลาหรอกครับ เพราะรถที่เราจะซื้อไม่ใช่คันละบาทสองบาท ไปนอนคิดที่บ้านดีกว่าครับ คราวนี้มีคำถามว่าทำไมต้องจอง เนื่องจากรถมีราคาแพงดังนั้นหากไม่มี Order โรงงานก็จะไม่ผลิตรถมาขาย ดังนั้นเมื่อเราจองรถ เซลจะเก็บหลักฐานสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อไปใช้ประกอบการส่งข้อมูลให้โรงงานผลิตรถยนต์ รถที่ผลิตออกมาคันนั้นจะผลิตตามรุ่นและสี ตามที่เราจองไปทุกประการ หากทำมาแล้วไม่ตรง เรามีสิทธิที่จะไม่เอาและขอค่าจองคืนได้  มีข้อแนะนำดังนี้ 
  • อย่าลืมขอใบเสร็จหรือสัญญาการจอง
  • สัญญาการจองต้องระบุรุ่นและสีของรถที่เราต้องการให้ถูกต้อง
  • สัญญาการจองต้องเขียนของแถมทุกอย่างให้ครบอย่าบอกปากเปล่า
  • ตอนนี้ถามเลยครับว่ารถจะมาเมื่อไร และจะติดต่อกลับเราวันไหนระบุให้ชัดเจนเขียนลงในสัญญาเลยครับ
  • หากเราละเอียดมากๆ แล้วถ้าเซลงอแง หรือแกล้งลืมๆ ไม่จด เราก็บอกไปเลยครับว่ายังไม่จอง อย่ารีบร้อนนะครับ รถไม่ใช่ถูกๆ
  • หลังจากจองเสร็จก็รอ หากเซลโทรมาเปลี่ยนแปลงเรื่องของแถมก็แล้วแต่เราว่ารับได้ไหม รับไม่ได้ก็ขอเงินจองคืน
8.     การตรวจรับรถป้ายแดง แล้วก็ถึงเวลาที่รถเรามาถึง บางที่หากเราติดฟิล์มหรือไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติม เซลจะโทรให้ไปรับรถเลย แต่หากเรามีการตกแต่งที่ไม่ได้ทำมาจากโรงงาน เซลจะให้ไปดูรถและตรวจรถที่มาจาโรงงาน ยังไงก็ตามเราควรทำหารตรวจรับรถที่มาจากโรงงานก่อนเริ่มเลยนะครับ 
  • ควรพาผู้เชียวชาญเรื่องรถยนต์ สี และพวกจับผิดเรื่องรถยนต์เก่งๆ เพราะเรามือใหม่
  • มีแบบฟอร์มการตรวจตาม link นี้เลยครับ http://www.oknation.net/blog/print.php?id=53788 และควรจะค่อยตรวจที่ละขั้นอย่างละเอียด โดยให้คนที่พาไปด้วยช่วยเราดู อย่าแย่งกันดูนะครับ เดี๋ยวจะเช็คไม่ครบ อย่ากลัวว่าเราจะงี่เง่า รถราคาแพงครับ
  • ขอดูเอกสารที่รถลงถึงอู่ ว่าวันที่เท่าไร ช่างตรวจรับหรือยัง เค้าจะเรียกว่าใบ Warranty Bosket ครับ หากไม่มี ค่อยมาตรวจใหม่วันหลัง
  • สำคัญมาก อย่าลืมจดหมายเลขเครื่องเอาไว้ด้วยนะครับ ว่ารถคันนี้เราเช็คแล้ว
  • ข้อตกลงเรื่องการติดตั้งของอื่นๆ เพิ่มเติม ของแถมตามสัญญาการจองเช่น 
    • ติดฟิล์ม
    • สปอร์ยเลอร์ กระจังหน้า คิ้วกันสาด สเกิร์ตรอบคัน คิ้วบันไดสแตนเลส
    • Sensor ถอยหลัง
    • เบาะหนัง 
  • พวกนี้ต้องรอเช็คอีกรอบวันรับรถ หากติดตั้งเสร็จแล้วให้ตรวจดูความเรียบร้อยดังนี้  
    • ติดฟิล์ม  ขอดูใบติดตั้ง ใบรับประกันเขียนถูกต้องเหรือเปล่า มีฟองอากาศหรือเปล่า
    • สปอร์ยเลอร์ กระจังหน้า คิ้วกันสาด สเกิร์ตรอบคัน คิ้วบันไดสแตนเลส การติดตั้งเรียบร้อยหรือเปล่า น๊อตที่ใช้เป็นแบบไหน กันสนิมหรือเปล่า ขอบยางหารติดสวยหรือเปล่า ใช่ซิลิโคนอะไร มีรอยหรือเปล่า สีเข้ากับสีรถหรือเปล่า เนื้อละเอียดเหมือนสีรถหรือเปล่า
    • Sensor ถอยหลัง ทดสอบว่าวัดการถอยหลังยังไง
    • เบาะหนัง สีตามที่เราต้งการหรือเปล่า ตะเข็บ ติดเรียบเนียนหรือเปล่า
9.     ทำสัญญาซื้อขาย หรือสัญญารับรถ ตราบใดที่เรายังไม่เซ็นรับรถ เราก็เหมือนพระเจ้า แต่เมื่อไรก็ตามเราเซ็นรับรถแล้วและเราเอารถออกจากศูนย์ เราเหมือนยาจกทันที ก่อนเว็นควร 
  • รถสวยงามอย่างที่เราต้องการหรือเปล่า ใช่รุ่นที่เราต้องการหรือเปล่า ไม่ใช่มาจากโรงงานอีกรุ่น มาแต่งเป็นอีกรุ่นที่เราต้องการ มันไม่สมควร
  • ตรวจตามข้อ 8 อีกรอบ เอาหมายเลขเครื่องมาดูเลยครับว่าหมายเลขเดียวกับที่เราตรวจมาแล้วหรือเปล่า
  • ตรวจดูการติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งเสริมตามข้อ 8
  • ของแถมครบหรือเปล่า ไม่ครบรอเซ็นรับวันหลัง
  • น้ำมันเต็มถังหรือเปล่า
  • เอกสารต่างๆครบหรือเปล่าเช่น 
    • เอกสารประกันหรือใบเสร็จ
    • พ.ร.บ. หรือใบเสร็จ
    • ใบเสร็จค่ามันจำป้ายแดง+สมุดคู่มือป้ายแดง
    • ป้ายแดงของแท้หรือเปล่า ต้องมีตรา ขส....
    • เอกสารติดตั้งฟิล์ม และรับประกันฟิล์ม
    • เอกสารการรับประกันอุปกรณ์รถหรือ Warranty Bosket ที่มีชื่อเราโดยไม่มีรอยลบ ขีด เปลี่ยนแปลงข้อมูล
    • คู่มือรถ
    • เอกสารเซ็นต์เตรียมจดทะเบียน จะได้ป้ายขาวเมื่อไร เลือกเลขทะเบียนได้หรือเปล่า หรือต้องติดต่อกับขนส่งเอง
10. ถ้าครบทุกอย่าง ตามที่กล่าวมา ก็รับรถไปได้เลย

 
แหล่งข้อมูล:http://chaiwitr.exteen.com/

2012 Ford Ranger Wildtrak


ถือว่าเป็นการเก็บตกจากงาน Geneva Motor Show ที่ผ่านมาก็ไม่ผิด เพราะรถกระบะที่น่าสนใจรุ่นหนึ่งอย่าง
 Ford Ranger Wildtrak รุ่นปี 2012 ได้รับความสนใจน้อยจนเรียกได้ว่าแทบไม่มีสำนักข่าวรายใดกล่าวถึงเลย 
แต่การปล่อยคลิปวิดีโอล่าสุดเมื่อนวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้รถกระบะสุดเท่รุ่นท็อปของ Ranger 

ได้กลับเข้ามาสู่ความสนใจของเรา เราจึงไม่พลาดที่จะนำรถรุ่นนี้มาให้ชมกัน

Ranger Wildtrak รุ่นปี 2012 ได้รับการอัพเกรดในส่วนของรูปลักษณ์และการตกแต่งภายใน 

รวมถึงการใช้ล้ออัลลอยขอบ 18 นิ้ว การติดตั้ง Roof Rack แบบใหม่ และครอบกระบะท้ายสไตล์สปอร์ต 
ห้องโดยสารภายในได้รับการตกแต่งด้วยวัสดุหนังและผ้าที่มีบางส่วนเป็นตะข่าย ระบายอากาศ

 เย็บตะเข็บสีส้ม โดยมีแถบสีส้มคาดตามยาวบริเวณที่รองขาและไหล่ที่เบาะนั่ง

สำหรับสเปคเครื่องยนต์ของ Ranger Wildtrak ในช่วงแรกนี้จะมีเฉพาะเวอร์ชั่นยุโรป

 โดยเป็นเครื่องยนต์ดีเซล 2 รุ่นที่ใช้กับ Ranger รุ่นมาตรฐานอยู่แล้วนั่นคือ เครื่องยนต์ 4 สูบ 2.2 ลิตร
 148 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 375 นิวตันเมตร และเครื่องยนต์ 5 สูบ 3.2 ลิตร กำลังสูงสุด 197 แรงม้า

 แรงบิด 470 นิวตันเมตร

Ford Ranger Wildtrak รุ่นปี 2012 นี้ ยังมีระบบเสียงที่สามารถต่อเชื่อมผ่าน Bluetooth

 พร้อมช่อง USB และรองรับต่อเชื่อมกับ iPod นอกจากนั้นก็เป็นอุปกรณ์พื้นฐานต่างๆ
ที่รถในยุคนี้ควรจะมีเช่น เครื่องเล่น CD/วิทยุ ระบบปรับอากาศ โดยมีโปรแกรมให้เลือก
เป็นภาษาต่างเช่น อังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาเลี่ยน โปรตุเกส ตุรกี 
โดยมีจอสีแสดงผลขนาด 5 นิ้วพร้อมระบบนำทางผ่านดาวเทียม

มาสด้า2







ดีไซน์แบบ ไดนามิก
การพัฒนา Mazda2 สะท้อนถึงทิศทางใหม่ในการออกแบบของยานยนต์ มาสด้าจึงได้พิจารณาทิศทางการออกแบบที่หลากหลาย ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะตอบสนองความคาดหวังที่แตกต่าง ทีมผู้ออกแบบได้นำผลจากการศึกษามาเป็นดีไซน์แบบ ไดนามิก ที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของมาสด้าอย่างชัดเจน ด้วยรูปทรงเส้นสายที่เฉียบคม แต่แฝงไว้ซึ่งความนุ่มนวล

เป้าหมายในการออกแบบคือ ความโดดเด่นของรูปทรงที่สะท้อนถึงพลังแห่งความเคลื่อนไหว ภายในยานยนต์ขนาดกะทัดรัด ด้วยเป้าหมายดังกล่าว ทีมผู้ออกแบบจึงได้กำหนดแนวคิดการออกแบบว่า 'สง่างามและสะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งความเคลื่อนไหว' ซึ่งในที่นี้ ความสง่างาม สื่อถึงการออกแบบสร้างสรรค์ความงาม ซึ่งผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เช่นเดียวกับการสร้างสรรค์รูปทรง ที่เกิดจากแรงบันดาลใจส่วนตัว

ทีมผู้ออกแบบได้พิจารณาถึงความสอดประสานกันระหว่างการออกแบบภายนอก (ได้แก่ เส้นสายและการตกแต่งพื้นผิว ซึ่งสื่อให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความเคลื่อนไหว) และบรรยากาศภายในตัวรถ สมรรถนะ ตลอดจนคุณสมบัติการใช้งาน เข้าด้วยกันอย่างเหมาะเจาะลงตัว ในขณะที่โครงเส้นของตัวรถมีความปราดเปรียว ปราศจากรายละเอียดที่เกินความจำเป็น

รูปทรงพื้นฐานซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นในการพัฒนาการออกแบบ เป็นการผสมผสานความไดนามิก ความสปอร์ต และความเรียบง่ายอย่างเหมาะเจาะ ขณะที่ในปัจจุบัน ความต้องการในคุณสมบัติด้านความปลอดภัย ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์ขนาดกลางหันมาออกแบบรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มาสด้ากลับลดระยะโอเวอร์แฮงค์ และเหลี่ยมมุมต่างๆ ออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้... "เราได้สร้างสรรค์ดีไซน์ที่โดดเด่น สะดุดตา หากแฝงไว้ซึ่งความงามที่เป็นอมตะ โดยการพัฒนารูปทรงพื้นฐานขึ้นมาก่อน และนำเอาบุคลิกอันปราดเปรียว และทรงพลังแบบรถ บีคาร์ ใส่เข้าไป"

"เราให้ความสำคัญกับ ขนาดที่กะทัดรัดของมาส้ดา2 และรูปทรงของตัวรถ การย่อส่วนวัตถุนับเป็นแนวทางการผลิตสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ในสายเลือดของชาวญี่ปุ่นอยู่แล้ว พื้นฐานแนวคิดสร้างสรรค์ดังกล่าว จึงทำให้เราสามารถสร้างสรรค์รูปทรงที่ดูมีพลังอย่างเต็มพิกัด ให้กับตัวรถที่กะทัดรัดของมาสด้า2 ด้วยทักษะอันเหนือชั้นของทีมผู้ออกแบบ และผู้สร้างโมเดล แม้สัดส่วนของตัวรถจะเล็กลง แต่สัมผัสแห่งคุณภาพและพลังของมาสด้า2 ยังคงมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมด้วยดีไซน์แบบไดนามิกอัดโดดเด่น"

แนวคิดการออกแบบภายนอก 'ความเคลื่อนไหวที่สอดประสานกัน'
ทีมออกแบบได้ผสมผสานความเคลื่อนไหวที่สัมผัสได้ด้วยสายตา จากเค้าโครง รูปทรง เส้นสายของตัวรถ และแสงเงาบนตัวรถ เมื่อมีแสงตกกระทบ เพื่อสร้างความมีชีวิตชีวา และมิติที่หลากหลายอย่างที่ไม่ปรากฏในรถคอมแพ็คทั่วๆ ไป รูปทรงสปอร์ตสื่อให้รู้สึกได้อย่างชัดเจนถึง การเคลื่อนไปข้างหน้า การขึ้นรูปที่เว้าลึกตลอดความยาวของบริเวณเสาเอ และเส้นสายที่สะดุดตา จากโค้งโป่งล้อหน้าสู่เส้นสายบนตัวถัง คือหัวใจสำคัญของดีไซน์ และเพื่อความกว้างขวางของพื้นที่ภายในรถ ตัวรถที่เว้าลึก สื่อให้เห็นถึงความพยายามที่จะลดองค์ประกอบด้านโครงสร้างที่ไม่จำเป็นออกให้มากที่สุด

ทุกๆ เส้นสายบนพื้นผิวตัวรถของมาสด้า 2 จะมีรูปลักษณ์ที่ดูเปลี่ยนไปตามทิศทางของแสงที่มาตกกระทบ เทคนิคการเล่นกับแสง เพื่อให้เกิดมุมมองที่แตกต่างในแต่ละองค์ประกอบของตัวรถนี้ นับเป็นศาสตร์ด้านความงามที่ชาวญี่ปุ่นมีความชำนาญอย่างมาก การผสมผสานความงามที่เกิดจากการสร้างความกลมกลืนให้กับเส้นสาย และพื้นผิวที่แตกต่าง ด้วยการใช้องค์ประกอบของแสงที่ตกกระทบบนตัวรถมาช่วยนี้ ทำให้ทีมออกแบบสามารถเพิ่มเติมลูกเล่น และรายละเอียดน่าสนใจมากมาย ให้กับรูปทรงไดนามิกของรถ




แนวคิดการออกแบบภายใน 'สัมผัสถึงความเคลื่อนไหวในทุกอณูของพื้นที่'
ห้องโดยสารของรถคอมแพ็คส่วนใหญ่ มักเน้นดีไซน์เรียบๆ และพื้นผิวที่แบนราบ แต่ห้องโดยสารของมาสด้า2 กลับฉีกแนวออกไปอย่างเด่นชัด ด้วยรูปทรงเส้นสายแบบเล่นระดับ ซึ่งผสานทั้งความแข็งแกร่งบึกบึนและสัมผัสแห่งความลื่นไหล

เราให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการปรับแต่งตำแหน่ง และรูปทรงของเสาเอ ผสานกับการออกแบบให้แนวระดับของขอบกระจกด้านล่าง ที่เทลาดลงด้านหน้าสู่ปลายสุดในตำแหน่งที่ต่ำเป็นพิเศษ เพื่อให้ทัศนวิสัยด้านหน้ารถที่ดีเยี่ยม นอกจากนั้น กระจกด้านข้างที่ใร้สิ่งกีดขวาง ยังให้ความรู้สึกที่โปร่งโล่งอีกด้วย

แผงอุปกรณ์หน้ารถให้สัมผัสที่แข็งแกร่ง หากแต่รูปทรงกลับดูไม่เทอะทะจนทำให้คนนั่งรู้สึกอึดอัด ปุ่มควบคุมต่าง ๆ ทั้งหมดจัดวางอยู่บริเวณกลางรถ ขณะที่บริเวณด้านซ้ายและด้านขวาของแผงอุปกรณ์ ไม่มีปุ่มควบคุมใดๆ และโค้งไปด้านหน้า เพื่อส่งเสริมทัศนียภาพในตัวรถ ซึ่งในการออกแบบเหล่านี้นับเป็นการสร้างบรรยากาศที่โปร่งโล่ง และลดความรู้สึกคับแคบภายในห้องโดยสาร

ความสนุกสนานในการขับขี่
น้ำหนักที่เบากว่า เพื่อความกลมกลืนระหว่างสมรรถนะ ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย นับเป็นจุดมุ่งหมายหลักประการหนึ่ง เพราะน้ำหนักของรถมีผลต่อสมรรถนะการวิ่ง การเลี้ยว และการหยุดรถ โดยพื้นฐานแล้ว ยิ่งน้ำหนักรถน้อยลง สมรรถนะของรถจะยิ่งดีขึ้นในทุกๆ ด้าน นอกจากนั้น น้ำหนักยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการบริโภคเชื้อเพลิงของรถ ฉะนั้น ด้วยน้ำหนักที่เบา มาสด้า2 จึงให้อัตราการประหยัดเชื้อเพลิงที่ดีที่สุด โดยยังคงสมรรถนะการขับขี่ และความปลอดภัยจากการชน โดยเทคโนโลยีล่าสุดเพื่อลดน้ำหนักส่วนเกินที่ไม่จำเป็นของมาสด้า สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

1 - ตัวถังรถซึ่งใช้โครงสร้างสร้างแบบใหม่ และเหล็กกล้าที่มีความแข็งแรงสูงพิเศษ สอดคล้องกับแนวคิด Crush Concept ใหม่
2 - มาตรการลดค่าฮีสเทอรีซีส เพื่อการลดการเสียรูปของวัสดุชิ้นส่วนจากการรับน้ำหนัก หรือแรงกระแทก โดยใช้จุดเชื่อมเฉพาะ ในชิ้นส่วนที่ต้องรับแรงกระแทกสูง ไม่ใช่ตัวถังรถทั้งคัน

ตัวถังรถมีการใช้ทั้งโครงสร้างเหล็กกล้าที่มีความแข็งแรงสูงเป็นพิเศษในสัดส่วนที่สูง โดยเฉพาะเสาบี และชิ้นส่วนหลังคาที่เชื่อมต่อเสาบีเข้าด้วยกัน ผลิตจากเหล็กกล้าที่สามารถรับแรงได้สูงถึง 980MPa ทำให้สามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวรถ โดยไม่ทำให้น้ำหนักรถเพิ่มขึ้น



วิธีการอื่นๆ ที่ทำให้น้ำหนักของรถน้อยลง
- ไม่มีการใช้ Catalytic Converter ที่ท่อไอเสียด้านล่าง
- วางท่อไอดีที่ด้านบนของปล่องระบายความร้อนและยังเพิ่มประสิทธิภาพให้รับอากาศเย็นได้ดีขึ้น
- หม้อน้ำและพัดลมขนาดเล็ก ส่งผลให้การใช้ปริมาณน้ำยาหล่อเย็นน้อยลงตาม
- ใช้สายไฟสั้น เพราะมีการจัดวางตำแหน่งของชิ้นส่วนขนาดใหญ่และตัวจ่ายไฟฟ้าให้อยู่ใกล้กัน
- ชิ้นส่วนเกียร์อัตโนมัติ และฐานเกียร์ ที่ได้รับการออกแบบให้มีน้ำหนักน้อยลง
- กระโปรงหน้ารถและบานพับขนาดเล็ก
- แม่เหล็กนีโอดีเมี่ยมสำหรับลำโพงที่ติดบริเวณประตู หุ้มด้วยกรอบและฝากันน้ำซึ่งทำด้วยพลาสติกชิ้นเดียว

ระบบส่งกำลังอันทรงพลัง พร้อมประหยัดพลังงานสูง
เครื่องยนต์ MZR 1.5 ขนาด 1,49 8 ซีซี. สี่สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 76 กิโลวัตต์ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 135 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที

คุณสมบัติหลักของเครื่องยนต์
- ระบบวาล์วแปรผัน (S-VT) Sequential Valve Timing ของมาสด้า
- ท่อไอดีพลาสติก พร้อมช่องแยกยาว 600 มม . และระบบฟอกอากาศในตัว
- วาล์วควบคุม (TSCV) Tumble Swirl Control Valves ในท่อร่วมไอดี
- การวางระบบท่อไอเสียในรูปแบบที่เรียบง่าย เป็นแนวเส้นตรง
- ลูกสูบแรงเสียดทานต่ำ แหวนลูกสูบที่มีอัตราการขยายตัวต่ำ ปราศจากชิมตั้งวาล์ว และรายละเอียดอื่นๆ ที่ช่วยให้ไม่เกิดการ สูญเสียแรงเสียดทาน ในส่วนของลูกสูบเลือกวัสดุที่มีความแข็งแรงสูง และออกแบบด้วยรูปทรงที่สามารถลดแรงเสียดทาน

นอกจากนั้น เนื่องจากประเทศไทยมีการปรับลดภาษีสรรพสามิตสำหรับรถที่ใช้น้ำมัน E20 เครื่องยนต์ MZR 1.5 สำหรับจำหน่ายในประเทศไทย จึงสามารถเติมน้ำมัน E20 ได้

เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ในรุ่นเครื่องยนต์ MZR 1.5 ตอบสนองได้ดังใจ ขณะที่ระบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวล ในทุกจังหวะของการเปลี่ยนเกียร์

ห้องโดยสารที่เงียบขึ้น คุณสมบัติด้านแอโรไดนามิกที่เหนือชั้น
มาสด้า2 ใช้มาตรการต่างๆ เพื่อลดเสียงรบกวนจากถนนและเสียงลม เช่น การใช้แผงควบคุมที่ทำจากวัสดุลดการสั่นสะเทือน การใช้วัสดุดูดซับเสียงต่างๆ และด้วยคุณสมบัติด้านแอโรไดนิมิกที่เหนือชั้น ค่าซีดีของมาสด้าจึงอยู่ที่ 0.32 เท่านั้น เกิดขึ้นได้โดยอาศัยการ

ทีมวิศวกรของมาสด้า ใช้ซอฟต์แวร์ในการประเมินและจำลองในการออกแบบรถ ตามหลักแอโรไดนามิก ตลอดจนซอฟต์แวร์ด้านการพัฒนา ระบบเสมือนจริงอื่นๆ ตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นการพัฒนารถ มีการทดสอบในอุโมงค์ลมร่วมกันระหว่างทีมออกแบบ และผู้เชี่ยวชาญด้านเอโรไดนามิก เพื่อปรับแต่งรูปทรงของรถ ให้สามาถลดค่าซีดีลงให้ได้มากที่สุด และสะท้อนถึงแนวคิดหลักในการออกแบบอย่างครบถ้วน




คุณสมบัติการใช้งาน
มุ่งให้ความสำคัญกับผู้โดยสารด้านหน้า และความกว้างขวางภายในห้องโดยสารภายใต้รูปทรงภายนอกที่กะทัดรัด บริเวณพื้นที่ของผู้ขับขี่ จึงได้รับการออกแบบให้สามารถตอบสนองการใช้งาน และมอบความสะดวกสบายอย่างลงตัว ขณะเดียวกัน บริเวณที่นั่งด้านหลังก็ยังกว้างขวาง สะดวกสบายด้วย

คันเกียร์จัดวางที่ด้านล่างของแผงอุปกรณ์กลางด้านหน้ารถ เพื่อความสะดวกในการควบคุม และให้ความรู้สึกแบบรถสปอร์ต
เบาะที่นั่งด้านหน้ามีพื้นที่กว้างขวาง พื้นที่เก็บสัมภาระที่หลายหลากกระจายตามจุดต่างๆ ทั่วรถ ที่บริเวณด้านหน้าของชั้นวางของใกล้พื้นรถ มีพื้นที่ว่างขนาดพอเหมาะสำหรับวางโทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องเล่น MP3 นอกจากนั้น ยังมีช่อง AUX สำหรับอุปกรณ์เล่นเพลงดิจิตอล และช่องเสียบปลั๊กไฟ 12 โวลต์ สำหรับชาร์จไฟให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ พื้นที่เก็บสำภาระมีความจุถึง 250 ลิตร เหนือกว่ารถอื่นๆ ในระดับเดียวกัน นอกจากนั้น เบาะที่นั่งด้านหลังที่แยกเบาะเป็นสองส่วน ในอัตราส่วน 60:40 จึงสามารถพับเก็บเบาะส่วนใดส่วนหนึ่งลง เพื่อวางสัมภาระเพิ่มเติม โดยที่ยังสามารถรองรับผู้โดยสารด้านหลังได้หนึ่งคน

ความประณีตในการผลิต
'คุณภาพที่เหนือชั้น ความงามที่แฝงประโยชน์ใช้สอย และความสนุกสนานในการขับขี่' มาสด้าให้ความสำคัญกับองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ โดยใช้ทั้งวิศวกรรมแบบ คันเซ - Kansei Engineering เทคนิคซึ่งให้ความสำคัญกับคุณค่าที่วัดไม่ได้ เช่น ความเพลิดเพลิน ความงาม และอารมณ์ความรู้สึก แทนคุณค่าในเชิงกายภาพต่างๆ และวิศวกรรมมนุษย์ร่วมกันในการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน ถึงรายละเอียดต่างๆ ซึ่งผู้ใช้รถให้ความสำคัญ ทั้งภายในและภายนอก

จากนั้นจึงใช้เทคโนโลยีเสมือนจริงที่ล้ำสมัย เพื่อพัฒนาแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งสอดคล้องลงตัวกับข้อพิจารณาต่าง ๆ ในเรื่องสไตล์ของรถ ในส่วนของวิศวกรรมมนุษย์ เราใช้หลักทฤษฎีแบบ Impedance matching - แนวทางการออกแบบซึ่งศึกษาถึงคุณลักษณะด้านร่างกาย และจิตใจของมนุษย์ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ รวมไปถึงรถยนต์ เพื่อปรับเปลี่ยนคุณลักษณะต่างๆ ของอุปกรณ์เหล่านั้น ให้มีความเหมาะสมกับการใช้งานของมนุษย์ เพื่อให้เกิดการทำงานประสานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ระหว่างคนและเครื่องจักร



ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ระบบความปลอดภัยแบบ active เริ่มจาก ทัศนวิสัยรอบตัวรถที่ดียิ่งขึ้น การควบคุมรถ และการทำงานของระบบพวงมาลัยที่เหนือชั้น พร้อมด้วยระบบเบรค ABS สี่ล้อ และมระบบกระจายแรงเบรก EBD

ระบบความปลอดภัยแบบ passive ประกอบด้วยระบบกระจาย และดูดซับแรงกระแทก เสริมเหล็กความแข็งแรงสูงเป็นพิเศษที่กันชนหน้า โครงสร้างรถใช้เหล็กกล้า ที่มีความแข็งแรงสูงพิเศษ ชิ้นส่วนรับแรงกระแทกใต้ท้องรถเป็นแนวเส้นตรง การออกแบบตัวถังรถด้านหน้า และด้านข้าง ให้มีการให้ตัวเพื่อสามารถกระจายแรงอัดออกไปได้มากที่สุด

ระบบปกป้องการชนจากด้านหน้า เป็นแบบกระจายแรงกระแทกสามทิศทาง เพื่อช่วยลดการยุบตัวของตัวรถ บริเวณพื้นที่วางขาของที่นั่งด้านหน้า และเพื่อลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บบริเวณช่วงขาด้านล่างของคนขับ โครงสร้างของแป้นเหยียบยังได้รับการออกแบบ เพื่อลดการเคลื่อนตัวสู่ด้านหลังอีกด้วย

มาสด้า 2 ให้อัตราการประหยัดเชื้อเพลิงที่ดีกว่า ด้วยน้ำหนักรถที่เบา พร้อมทั้งอัตราไอเสียที่ต่ำ มาตรฐาน Euro4 ลดการใช้ทรัพยากร ปริมาณการปลอดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง และลดมลพิษทางอากาศ จึงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง

ชิ้นส่วนสามารถรีไซเคิลได้
ประมาณ 80% ของชิ้นส่วน โดยเฉพาะส่วนที่ผลิตจากเหล็ก อลูมิเนียม และโลหะอื่น ๆ สามารถนำกลับไปใช้ใหม่ ผ่านกระบวนการรีไซเคิลในปัจจุบันได้ นอกจากนี้มาสด้ายังมุ่งมั่นที่จะลดการใช้สารต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ตะกั่ว โครเมียม ชนิดเฮ็กซาวาเล้นท์ แคดเมียม และปรอท

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

5 อันดับยี่ห้อรถที่คนไทยเลือกขับ


อันดับที่ 5 ได้แก่ Mazda
ป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ติดตลาดมานานแล้ว ล่าสุดก็เพิ่งจะออก Mazda2 ราคาโดนๆ คันเล็กๆประหยัดน้ำมัน เพื่อชีวิตคนเมืองจริงๆ เห็นขับกันให้ว่อน นึกว่ามาสด้าทำโปรโมชั่นใช้ฟรีผ่อนให้ปีหนึ่ง
คะแนน :10.02 % 

อันดับที่ 4 ได้แก่ Nissan
แบรนด์ตลาดอีกตัวหนึ่ง กับคุณภาพคับแก้ว ทั้งรถกระบะ ที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย และรถเก๋งคุณภาพเหมาะสมราคาอีกหลายรุ่น ทั้ง " Tida " และเจ้าหนูรุ่นเล็กที่ออกตัวด้วยราคาเขย่าประสาท เขย่าต่อมประหยัดมากมาย ด้วยราคาถูกแสนถูก จนน่าตกใจ แบบ "เอ๊ะ นี่ราคารถมือ 1 หรือเนี่ย " กับ March ได้คะแนนโหวตถึง :11.84%
อันดับที่ 3 ได้แก่ Misubishi
ยอดนิยมอีกแบรนด์ที่ดึงทั้งตลาด การใช้งาน (ปิ๊กอัพ) และ ความสะดวกสบาย (ซีดาน) หรือจะ รถครอครัว (สเปดวาก้อน) การที่ลงเล่นหลายตลาดทำให้มีผู้ใช้เป็นจำนวนมาก 
ได้คะแนนไปทั้งหมด : 11.36 %
อันดับที่ 2 ได้แก่ Honda
 ปฏิเสธไมได้จริงๆกับ Honda ที่ เห็นกันเกลื่อนกลาดถนน อาจจะพูดได้ว่าถ้าเป็น รถเก๋ง Honda อาจจะมีมากที่สุด (ไม่นับ Taxi นะครับ) ถ้าทำรถปิ๊กอัพด้วยอาจจะขึ้นแท่นไปอยู่อันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้นะเนี่ย (จริงๆ Honda ยังมีมอเตอร์ไซด์อีกนะครับ แต่ดีนะที่ไม่ได้รวมไม่งั้นอันดับ 1 แน่ๆ)
แฟนคลับเข้ามาโหวตกันอย่างล้นหลาม : 15.39 %

 
อันดับที่ 1 ได้แก่ TOYOTA    
แบรนด์อันดับหนึ่งของไทยมาหลากหลายปีดีดัก เพราะมีคนขับมากที่สุด เพราะพี่แกทำทุกตลาดที่เคยกล่าวมา ชนิดที่ว่ามองไปทางไหนก็มีแต่ Toyota เลยก็ว่าได้ จึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับ Toyota ที่จะเบียดทุกแบรนด์เพื่อขึ้นเป็นอันดับ 1 กับคะแนนโหวตที่ทิ้ง Honda มาไม่มากนัก 
16.41 %